Showing posts with label DT2 : Intermediate Techniques. Show all posts
Showing posts with label DT2 : Intermediate Techniques. Show all posts

Sunday, August 12, 2012

2.7. Making water

(การทำน้ำ) 


ก่อนอื่นคงต้องออกตัวไว้ก่อนว่า การทำน้ำสำหรับผมนั้น เป็นอะไรที่ไม่ถนัดที่สุดและเคยทำพลาดมาแล้ว เลยไม่กล้าที่จะทำฉากที่จะต้องเกี่ยวข้องกับน้ำมาหลายปีครับ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายกับการทำพื้นน้ำด้วยเรซิ่นใสมาก่อน (ครั้งแรกทิ้งไว้ร่วมปีแล้วไม่แห้งซักที ส่วนอีกครั้งแห้งแล้ว แต่ขอบน้ำไม่เรียบเลยใช้อาร์ตไนฟ์เฉือนออก ด้วยความไม่ระวังและเรซิ่นมันแข็งมากเลยได้แผลเป็นที่นิ้วไป้งไว้ให้ดูเล่น) รวมถึงกลิ่นของเรซิ่นที่รุนแรง เป็นอันตราย และไม่สะดวกกับการทำงานที่บ้านของผม ก็เลยหลีกเลี่ยงมาตลอด พอครั้งนี้มีโอกาสเลยเอามาทดลองทำดูอีกครั้งหนึ่งซึ่งนายแบบก็เป็นงานชิ้นแรกๆที่ได้ลองทำน้ำเอาไว้น่าจะร่วม 10 ปีได้แล้ว และได้ผุพังไปตามกาลเวลา ครั้งนี้เลยถือโอกาสเอามาทำพื้นน้ำใหม่อีกครั้ง ลองดูกันทีละขั้นเลยครับ 

1. ภาพงานเก่าที่เคยทำไว้ จะเห็นว่าบางส่วนของพื้นน้ำนั้นแตกออก เพราะตอนที่ทำไว้นั้นผสมสัดส่วนเรซิ่นไม่ดี เมื่อแห้งสนิทแล้ว(ชิ้นนี้ทิ้งไว้เป็นปีกว่าจะแห้ง) ส่วนของเรซิ่นที่เทไว้นั้นหดตัว และเผยอขึ้นจากพื้นผิวด้านล่าง ผมเลยหักออก เพื่อที่จะเทเรซิ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น

2. นำแผ่นพลาสติกมากั้นขอบโดยรอบ ให้มีส่วนสูงของขอบกั้นพอดีกับระดับของน้ำที่ต้องการให้เท่ากันทั้ง 3 ด้าน เพื่อความสะดวกเวลาที่เทเรซิ่นแล้วจะได้รู้ว่า ส่วนที่เทไว้ได้ระนาบเดียวกันหรือเปล่า จากนั้นเอาวาสลีนมาทาที่พลาสติกเพื่อเวลาเรซิ่นแห้งแล้วจะได้แกะพลาสติกออกได้ง่ายๆ


3. เรซิ่นหล่อใส และตัวทำแข็งหรือตัวเร่งครับ ตอนที่ผมไปซื้อ เจ้าของร้านเค้าบอกส่วนผสมที่เหมาะสมมาให้ คือ เรซิ่น 100ส่วน ต่อ ตัวเร่ง 2ส่วน (100% : 2%) ถ้าผสมได้ตามนี้จะใช้เวลาในการแข็งตัวและแห้งสนิทไม่เกิน 1 ชั่วโมง (15-20 นาทีแรกจะเริ่มแข็งเหมือนเยลลี่) แต่ถ้าผสมตัวเร่งมากหรือน้อยเกินไป เวลาในการแข็งตัวและแห้งสนิทก็จะแตกต่างกันออกไป 
ที่เห็นในภาพผมจะขีดแบ่งส่วนเอาไว้ที่ขวดทั้ง 2 เพราะทางร้านเค้าบอกมาว่า ที่ให้มานั้นจะมีสัดส่วนที่พอดีกันของทั้งเรซิ่นและตัวเร่ง คือถ้าเอามาผสมกันทั้งหมดทีเดียว ก็จะแห้งสนิทและแข็งตัวในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่มันจะเยอะมากเกินไปในการเอามาผสมใช้ครั้งเดียว ผมเลยกำหนดเอาง่ายๆว่า แบ่งทั้งสองขวดเป็นอัตราส่วนเท่าๆกัน แล้วค่อยๆเทผสมใช้ทีละนิด วิธีการนี้ส่วนผสมอาจจะไม่แน่นอนเพราะอาศัยการกะเอาคร่าวๆ จึงใช้เวลาแห้งหรือแข็งตัวนานกว่าที่เค้าบอกไว้ คือ 1-2 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น (หรืออาจจะทิ้งไว้ทั้งคืนเพื่อความชัวร์)  ดังนั้นเวลาผสม ผมจะเก็บแก้วที่ใช้ผสมเอาไว้เพื่อคอยกดดูว่ามันแห้งสนิทหรือยัง จะได้ไม่ต้องไปกดดูที่ตัวงาน


4. เทเรซิ่นที่แบ่งไว้ออกมาใส่แก้ว งานชิ้นนี้ผมต้องการน้ำแบบสีเขียวๆเลยผสมด้วยสี GSI เบอร์ 23 โดยหยดลงไปทีละหยด แล้วคนให้เข้ากันและดูว่าสีเข้มพอหรือยัง พยายามคนให้เกิดฟองอากาศน้อยที่สุด เมื่อสีกับเรซิ่นผสมเข้ากันดีแล้วทิ้งเอาไว้ซัก 2-3 นาที จะเห็นว่าฟองอากาศจะค่อยๆผุดขึ้นมาและระเหยออกไปครับ จากนั้นค่อยเอาตัวเร่งมาผสมลงไปและคนให้เข้ากันอีกรอบ


ข้อควรระวังคือเรซิ่นนั้นอาจจะกัดพลาสติกบางชนิด อย่างแก้วที่ผมใช้ผสมเรซิ่นทิ้งไว้นานๆก็โดนกัดทะลุเช่นกัน และเมื่อเวลาเรซิ่นเริ่มที่จะเซ็ตตัว จะเกิดความร้อนขึ้นจนละลายแก้วพลาสติกได้ ดังนั้นทางที่ดีควรจะหาแก้วหรือวัสดุที่ทนทานหน่อยมาใช้ในการผสม และควรจะใส่ถุงมือเวลาทำงานเพื่อกันเรซิ่นหยดใส่มือ แต่ถ้ารู้สึกไม่ถนัดเหมือนอย่างผม ถ้าเรซิ่นหยดใส่มือ ให้รีบเอากระดาษชุบทินเนอร์สำหรับทำโมเดลมาเช็ดออกครับ อย่าเผลอทิ้งไว้จนมันแห้ง หนังอาจจะไหม้หรือลอกได้


5. ในชั้นแรกนี้ผมผสมให้สีเรซิ่นนั้นเข้มหน่อยเพื่อจะได้กลบร่องรอยของพื้นผิวด้านล่าง นำเรซิ่นที่ผสมไว้มาเทลงไป โดยเทไล่จากขอบด้านนอก และใช้พู่กันช่วยเกลี่ยให้เรซิ่นนั้นไหลเข้าไปตามซอกเล็กๆต่างๆ เพราะเรซิ่นนั้นจะไม่เหลวเหมือนกับน้ำ จึงไม่สามารถไหลเข้าไปตามซอกเล็กๆได้เอง ถ้าไม่ใช้พู่กันช่วยทาเกลี่ย จะทำให้เรซิ่นนั้นไม่แนบสนิทกับส่วนต่างๆ เช่นเสาสะพาน กอหญ้า หรือริมตลิ่ง และจะเห็นรอยต่อได้ชัดเจนเมื่อเรซิ่นนั้นแห้งสนิทแล้ว 



6. จากนั้นทิ้งไว้จนแห้งสนิท แล้วจึงค่อยเทเรซิ่นทับลงไปเป็นรอบที่สอง โดยคราวนี้ผสมเรซิ่นให้มีสีที่ใสกว่าเดิม (แก้วซ้ายมือ) เพื่อทำให้เกิดมิติของน้ำ ที่จะดูขุ่นน้อยกว่าหรือใสที่บริเวณด้านบนของผิวน้ำ และจะดูขุ่นมากขึ้นในระดับน้ำที่ลึกลงไป สังเกตุตรงถังน้ำมันเมื่อเทเรซิ่นรอบที่ 2 ส่วนด้านบนของถังน้ำมันที่อยู่ใกล้ผิวน้ำมากกว่า จะมองเห็นได้ชัดเจนกว่าส่วนที่อยู่ลึกลงไป




7. จากนั้นเมื่อเรซิ่นชั้นที่สองแห้งดีแล้ว จึงนำเรซิ่นใสที่ไม่ได้ผสมสีมาเททับอีกรอบ จนเสมอกับขอบที่ได้กั้นเอาไว้ ถ้าต้องการน้ำแบบผิวเรียบๆเหมือนกระจก ก็หาอะไรมาปิดกันฝุ่นและทิ้งไว้จนแห้งก็เสร็จเรียบร้อยครับ
แต่ถ้าอยากให้ผิวน้ำนั้นเป็นเหมือนกับคลื่นที่เกิดจากแรงลมที่พัดบนผิวน้ำ ในช่วงที่เรซิ่นเริ่มเซ็ตตัวและมีลักษณะเหมือนกับวุ้น ให้ใช้ปลายแท่งไม้(ไม้เสียบลูกชิ้น) หรืออะไรก็ได้ที่เป็นแท่งจับได้ถนัดมือ มากดๆและตบๆลงไปเบาๆที่ผิวเรซิ่นให้ทั่วๆ จะเห็นว่ายิ่งเรซิ่นเริ่มแข็งตัวมากเท่าไหร่ ก็จะเหนียวยืดติดด้ามไม้ขึ้นมา และจะคืนตัวกลับไปที่พื้นผิวดังเดิม และจะทำให้เกิดเป็นลักษณะผิวคลื่นเป็นลอนๆอย่างในภาพ ลักษณะของลอนคลื่นจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาใช้กดกรือตบ และความถี่หรือระยะห่างในการกดแต่ละจุด ถ้าต้องการลอนคลื่นที่ถี่มากๆ ก็ให้ตบที่ผิววนไล่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะพอใจครับ



8. เมื่อทิ้งไว้จนแห้งสนิทดีแล้ว จะได้ลักษณะแบบนี้ครับ



และจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น เมื่อผิวน้ำนั้นสะท้อนกับแสง


9. ฉากที่ผมทำนี้ จะเป็นลักษณะของคลองตามธรรมชาติที่น้ำจะค่อนข้างนิ่งและไม่ได้ไหลแรงมากนัก จึงอาจจะมีเศษใบไม้ กิ่งไม้ลอยอยู่ตามผิวน้ำ และลอยติดอยู่ตามตลิ่งหรือตามเสาสะพาน ผมเลยใช้เศษผงใบไม้จากดอกไม้แห้ง นำมาผสมกับกาวลาเท็กซ์และน้ำ ทาลงไปตามในบริเวณต่างๆ 


หลังจากทิ้งไว้ประมาณ 1 คืนเพื่อให้แห้งสนิท และแกะขอบกั้นออกแล้วก็เป็นอันเสร็จครับ หลังจากนี้ค่อยทาสีเก็บที่ขอบฐานอีกที หรือจะหาไม้มาปิดที่ขอบฐานเพื่อความเรียบร้อยก็ได้ครับ




วิธีทาเศษใบไม้ด้วยกาวลาเท็กซ์นี้ เท่าที่ลองทำดู จะพบว่าเมื่อแห้งแล้วจะมีคราบกาวเหลืออยู่บางส่วน และจะเห็นได้ชัดเมื่อสะท้อนกับแสง เพราะว่ากาวลาเท็กซ์นั้น ถึงแม้ว่าจะใสเมื่อแห้งสนิท แต่จะไม่เงาเท่ากับผิวของเรซิ่น จึงทำให้มองเห็นได้ชัดในมุมที่สะท้อนกับแสง ดังนั้นถ้าใช้สีเคลียร์ใสหรือเคลียร์เงาของกันเซ่ ทามิย่า หรือแม๊กซ์ มาผสมกับเศษใบไม้แล้วทาลงไปเลยน่าจะดีกว่า แต่ต้องระวังอย่าให้เกิดรอยทีแปรงจากพู่กันก็พอครับ
  
 ----------------------------------------------------------------------

Conclusion for Intermediate Techniques  
(สรุปขั้นกลาง)
สำหรับภาพรวมของการทำงานในขั้นกลางนี้ จะเห็นว่า ส่วนใหญ่จะเป็นเทคนิคที่มีความซับซ้อนในการทำงานมากขึ้น ทั้งการวัดหรือการคำนวนขนาดในการทำตัวอาคาร การสังเกตุและเปรียบเทียบเพื่อจำลองลักษณะตามความจริงของการทำต้นไม้และหน้าผาหิน รวมถึงการกำหนดอัตราส่วนในการผสมเรซิ่นเพื่อใช้ในการทำน้ำ ทั้งหมดนี้อาจจะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญในการทำงานอยู่พอสมควร 
ซึ่งประสบการณ์และความชำนาญนั้น จะเกิดขึ้นได้จากการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้งานชิ้นแรกที่ลองทำนั้น อาจจะยังออกมาได้ไม่ดี แต่การที่ได้ลองทำบ่อยๆ จะช่วยให้เราได้เห็นถึงข้อผิดพลาดและปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการทำงานในแต่ละครั้ง เมื่อได้เรียนรู้ถึงข้อผิดพลาดแล้ว ก็หาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในการทำงานครั้งต่อๆไปก็จะช่วยให้เราสามารถทำผลงานที่ดีขึ้นได้ นี่คือหัวใจของการพัฒนาครับ หวังว่าเทคนิคการทำฉากจำลองในขั้นกลางนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ทุกๆท่านนะครับ ในครั้งหน้าจะเข้าสู้เทคนิคการทำงานในขั้นสูง แล้วพบกันใหม่ครับ

Friday, August 10, 2012

2.6. Making rocks & cliffs

(การทำโขดหินและหน้าผาหิน)
การทำโขดหินหรือก้อนหินขนาดใหญ่ รวมไปถึงหน้าผาหรือภูเขาหินนั้น สามารถทำได้หลากหลายวิธีครับ และอาจจะเคยได้เห็นผ่านตากันมาบ้างเช่น การใช้เปลือกของต้นไม้ขนาดใหญ่มาจัดวางและทำสี การใช้บล็อกหล่อปูนรูปทรงหน้าผาของพวกงานรถไฟจำลอง การใช้แผ่นฟอล์ยมาปั๊มลงบนผิวปูนให้เกิดพื้นผิวที่ขุขระ และถ้ามีฝีมือหน่อยก็อาจจะปั้นขึ้นรูปจากดินหรือจากปูนพลาสเตอร์เอง หรือวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดอย่างการหาก้อนหินมาจัดวางบนฐานเลย ซึ่งแต่ละวิธี
ก็จะมีความยากง่ายแตกต่างกันทั้งเรื่องของทักษะความรู้ในการสร้างชิ้นงาน การเสาะหาวัสดุต่างๆและปัจจัยในด้านราคาของวัสดุที่นำมาใช้
สำหรับตัวผมเองนั้นชอบที่จะเสาะหาวัสดุต่างๆมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะวัสดุที่ราคาไม่แพงแต่สามารถทำผลงานให้ออกมาดีได้ บทความต่างๆที่ผ่านมาจึงเน้นไปที่เรื่องของการสร้างผลงานฉากจำลองโดยใช้สิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆตัวเรามาประยุกต์ใช้ เพื่อที่จะได้เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เริ่มต้นและสนใจในการทำฉากจำลอง ให้สามารถทำผลงานได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก(แต่ต้องลงแรงกันมากหน่อย) และเป็นวิธีการที่ไม่ยากจนเกินไปที่จะทำตาม ดังนั้นวิธีการที่ผมนำมาทำให้ดูนี้จึงเป็นเพียงอีกทางเลือกหนึ่งของการทำงาน ซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีที่ได้ผลลัพท์ที่ดีที่สุดหรือสะดวกที่สุด แต่นำมาทำให้ดูเพื่อที่จะได้นำไปปรับหรือเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความถนัดของแต่ละท่านครับ


การทำงานในครั้งนี้เกิดจากความบังเอิญที่ผมไปพบว่าดินปั้น DAS นั้น เมื่อนำไปผึ่งลมไว้ซักพัก (15-20 นาที) ดินจะเริ่มแข็งตัวและมีลักษณะผิวด้านในที่ขรุขระ และสามารถบิออกมาเป็นก้อนได้ง่าย ทั้งก้อนเล็กๆหรือแผ่นสีเหลี่ยมใหญ่ๆ เลยเกิดความคิดว่าน่าจะนำมาประยุกต์ใช้ในการทำหน้าผาหินได้ เลยเอาวิธีมาฝากกันครับ
อย่างแรกก็ลองเซิจหารูปหน้าผาหรือก้อนหินหลายๆแบบครับ เพื่อที่จะได้ดูถึงลักษณะการวางตัวของหิน ร่องรอยแตกต่างๆ รวมไปถึงพื้นผิวและสีของหินตามธรรมชาติ ว่ามีลักษณะแบบไหน ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องทำตามแบบให้เหมือนเป๊ะๆ แต่ให้รูปทรงโดยรวมหรือลักษณะนั้นดูใกล้เคียงก็พอแล้วครับ

1. DAS Modelling Clay หน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ หาซื้อได้จากแผนก Be Trend (แผนกขายเครื่องเขียน) ของห้างในเครือเดอะมอลล์
 ลักษณะเมื่อผึ่งลมไว้ซักพักให้ดินเริ่มแข็งตัว จะบิดินออกเป็นก้อนหรือเป็นแผ่นได้ง่าย และจะมีลักษณะผิวที่ขรุขระแบบในรูปครับ ยิ่งดินแข็งตัวมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งบิออกจากกันได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าทิ้งไว้นานเกิน(เป็นชั่วโมง) ดินจะแข็งมากเกินไปจนบิออกจากกันได้ยาก (โดยเฉพาะถ้ายังเป็นก้อนสีเหลี่ยมที่โดนอัดแน่นมาในห่อ) จึงควรแบ่งออกมาใช้แล้วนำไปห่อใส่ถุงและใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิทไม่ให้อากาศเข้า เพื่อที่ดินจะได้ไม่ต้องแข็งไปทั้งหมดครับ



2. ในภาพผมจะขึ้นรูปของหน้าผาด้วยโฟมเอาไว้ก่อน เพื่อลดน้ำหนักของฐานและดินจะได้มีจุดยึดกาว จากนั้นบิดินออกมาเป็นก้อนเล็กๆเพราะต้องการให้มีพื้นผิวของหน้าผาที่สูงต่ำไม่เท่ากัน (ถ้าต้องการหน้าผาที่เรียบกว่านี้ จะบิดินออกมาเป็นผ่นใหญ่ๆแล้วติดเข้าไปเลยก็ได้ครับ) ขั้นตอนนี้จะคล้ายๆกับการจัดเรียงจิ๊กซอว์ โดยบิดินเอาไว้หลายๆก้อน แล้วค่อยๆเลือกชิ้นที่ดูเข้ากันได้ค่อยๆนำไปจัดวางทีละก้อน โดยให้ลักษณะของลายแตกบนดินนั้นวางเป็นแนวนอนไปในทางเดียวกัน จะได้เชื่อมต่อลายกันได้สะดวก


3. เมื่อวางเรียงทั้งหมดแล้ว จะเห็นลักษณะผิวของดินที่ดูแล้วคล้ายๆกับก้อนหิน ส่วนที่ยื่นเกินออกจากขอบฐานนั้นค่อยมาตัดและขัดแต่งที่หลังครับ



4. จากนั้นนำดินปั้น DAS ที่ยังนิ่มๆอยู่มาปั้นและอุดลงไปตามร่อง ใช้น้ำช่วยเกลี่ยให้ดินเหลวขึ้นและเอาปลายของปากคีบ มาขูดๆและลากไปตามแนวนอน เพื่อให้เกิดผิวที่ขรุขระและรอยต่อต่างๆนั้นจะเชื่อมเข้าด้วยกันดูเป็นหินก้อนใหญ่ 


5. เมื่ออุดรอยต่อต่างๆบนหน้าผาเรียบร้อยแล้ว ส่วนด้านบนหน้าผาและด้านล่างนั้นผมจะทำเป็นพื้นหิมะ เลยเอาดินมาแปะเป็นก้อน แล้วใช้พู่กันจุ่มกับน้ำ มาทาเกลี่ยให้ดินนั้นเหลวและเชื่อมเข้าด้วยกัน จนดูเรียบเนียนเหมือนกับหิมะที่ปกคลุมอยู่ครับ



6. หลังจากทิ้งไว้หนึ่งคืนให้ดินแห้งสนิท ดินปั้น DAS จะคงรูปและไม่แตกเป็นร่องเหมือนกับดินเยื่อกระดาษ จากนั้นขัดเก็บขอบให้เรียบร้อย ก็พร้อมสำหรับการนำไปทำสีครับ 



เมื่อนำไปทำสีเสร็จแล้ว จะเห็นลักษณะของพื้นผิวได้ชัดเจนมากขึ้นครับ


 

7. อีกหนึ่งตัวอย่าง ของการทำก้อนหินด้วยดินปั้น DAS ครับ บิออกมาเป็นก้อนใหญ่ๆให้เหมือนกับก้อนหินขนาดใหญ่แล้วนำไปจัดวาง จากนั้นทากาวรอบๆโคนก้อนหินแล้วเอาดินโรยปิดรอยต่อ ข้อดีอย่างนึงสำหรับการทำก้อนหินด้วยวิธีนี้คือ ดินนั้นจะใช้เวลานานกว่าจะแข็งตัวจริงๆ (อาจจะต้องทิ้งไว้หลายชั่วโมงหรือหนึ่งคืน) ช่วงที่ดินยังไม่แข็งมากจึงสามารถกดให้เกิดรอยได้ง่าย และทำให้นำฟิกเกอร์ไปจัดวางได้โดยที่ขาทั้งสองข้างนั้นวางได้แนบสนิทบนก้อนหิน และไม่ลอยจากพื้นครับ



8. อีกรูปแบบหนึ่งของการใช้วิธีการนี้ คือนำไปจัดวางให้เหมือนกับก้อนหินที่โผล่พ้นจากผิวดิน วิธีการนี้ผมใช้ดินปั้น DAS ทั้งสองสี เพื่อจะได้สังเกตุได้ง่าย โดยบิดินสีขาวที่ผึ่งลมไว้ออกมาเป็นแผ่นใหญ่ๆและติดไล่ขนาดจากชิ้นใหญ่ที่ด้านล่างและเป็นก้อนเล็กๆที่ด้านบน จากนั้นทากาวที่พื้นแล้วนำดินสีแดงอีกก้อนมาแผ่เป็นแผ่นบางๆ ปิดทับในส่วนที่เป็นเนินดินทั้งหมด โดยใช้น้ำช่วยเกลี่ยให้ดินสีแดงนั้นเรียบและชิดไปกับขอบของดินสีขาว เมื่อทากาวและนำทรายมาโรยทับที่ดินสีแดงแล้ว ก็จะได้ลักษณะของเนินดินริมน้ำที่มีก้อนหินขนาดใหญ่แซมอยู่อย่างในภาพครับ



9. เมื่อนำไปทำสีในส่วนต่างๆเรียบร้อยแล้ว



จะเห็นว่าวิธีการนี้สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้หลากหลายรูปแบบ อยู่ที่จะลองนำไปประยุกต์ใช้ตามความคิดสร้างสรรค์และตามความถนัดของแต่ละท่านกันครับ ซึ่งดินปั้น DAS นี้ หลังจากที่ได้เคยแนะนำมาตั้งแต่ตอนนู้นและได้ลองใช้มาแล้วหลายครั้ง ถ้าชอบในการทำฉากจำลอง แนะนำให้ซื้อติดบ้านไว้ได้เลยครับ ช่วยในการทำงานได้หลากหลายและราคาไม่แพงถ้าเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ หวังว่าบทความในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์กันนะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ

Wednesday, August 8, 2012

2.5. Making trees & creeping plants from wire (part.2)

2.5.2 Making trees for 1/35 & 1/24 scale 
(การทำต้นไม้สำหรับมาตราส่วนขนาดใหญ่ เช่น 1/35, 1/24)
 

การทำต้นไม้ในมาตราส่วนนี้ จะมองเห็นรายละเอียดต่างๆได้อย่างชัดเจน ทั้งใบไม้ ลำต้น หรือกิ่งก้านต่างๆ การทำงานจึงต้องอาศัยความละเอียดและความใส่ใจมากกว่า เพื่อให้ต้นไม้จำลองนั้นดูสมจริงและเป็นธรรมชาติมากที่สุดครับ

1. วิธีการในการทำลำต้นและกิ่งไม้จะใช้วิธีการเดียวกันครับ คือใช้ลวดทองแดงขนาดต่างๆ แต่ด้วยขนาดของต้นไม้ที่ใหญ่กว่า ความละเอียดของกิ่งก้านบนลำต้นนั้นจึงมีมากกว่า จึงต้องทำกิ่งเล็กๆออกมาหลายๆกิ่ง แล้วค่อยมาพันรวมกันให้กลายเป็นกิ่งใหญ่อีกทีครับ จากนั้นใช้ดินปั้นมาพอกเพื่อทำส่วนพื้นผิวของลำต้นเช่นเดียวกัน ส่วนร่องรอยของเปลือกไม้จะเห็นได้ชัดมากขึ้น เมื่อดินแห้งก็ใช้วิธีการกรีดลายด้วยปลายมีดหรือกระดาษทรายเบอร์หยาบๆมาขัด ก็ช่วยให้เกิดร่องรอยของเปลือกไม้ได้เช่นเดียวกันครับ 




2. วัสดุที่นำมาทำเป็นใบไม้ ผมใช้ดอกไม้แห้งชนิดที่เป็นก้านและมีใบเล็กๆแตกออกมาอย่างในภาพครับ (dried flower for Floral arrangements) (หาซื้อได้ตามร้านขายดอกไม้ หรือตามแผนกงานประดิษฐ์หรืองานฝีมือในห้างครับ) เพื่อให้เห็นถึงลักษณะของใบไม้ได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ผงออริกาโน่ ที่เอาไว้โรยหน้าพิซซ่า ก็สามารถนำมาโรยตามกิ่งไม้เพื่อให้ดูเป็นลักษณะของใบไม้ได้เช่นเดียวกันครับ 


3. วิธีการทำ ผมนำมาตัดออกเป็นก้านเล็กๆให้มีใบติดอยู่นิดหน่อยและมีขนาดที่สั้นบ้างยาว บ้าง และนำไปติดลงรอบๆแต่ละกิ่งด้วยกาวลาเท็กซ์ โดยจะติดไล่จากปลายของกิ่งไม้ด้วยก้านใบขนาดสั้น แล้วค่อยๆติดไล่ไปที่โคนด้วยก้านใบที่ยาวขึ้นครับ ไล่ติดไปที่กิ่งจนครบทั้งหมด จากนั้นค่อยนำก้านใบที่ยาวๆมาติดเพิ่มในภายหลัง ในจุดที่ยังดูโล่งๆ เพื่อให้ลักษณะของใบไม้นั้นดูเป็นพุ่มๆ และไม่แบนครับ 


4. ภาพรวมเมื่อติดครบทั้งหมดแล้ว วิธีนี้ค่อนข้างจะเสียเวลามากในการนั่งไล่ติดใบไม้ไปทีละกิ่ง แต่ผลลัพท์ที่ได้นั้นก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากการทำใบไม้ด้วยวิธี อื่นๆครับ 


5. นำไปทำสีโดยพ่นสีในส่วนของใบไม้ก่อน จากนั้นค่อยมาทาเก็บในส่วนของลำต้นและกิ่งก้านต่างๆอีกที เบอร์สีที่ลงให้ดูนั้นไว้เป็นแนวทางในการผสมสีครับ จริงๆแล้วไม่ได้มีสีที่ตายตัวอะไร ขอให้เป็นสีที่ออกในโทนแบบธรรมชาติจริงๆก็พอครับ 



6. ภาพรวมเมื่อทำสีเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ


7. เมื่อนำไปติดลงบนฉากครับ








2.5.3 Making creeping plants for 1/35 & 1/24 scale  
(การทำไม้เลื้อยสำหรับมาตราส่วนขนาดใหญ่ เช่น 1/35, 1/24)

การ ทำไม้เลื้อยนั้นถ้าเป็นมาตราส่วนขนาดเล็กอาจจะใช้ผงใบไม้แล้วทำสี หรือใช้การแต้มสีหลอกก็พอช่วยให้ดูเป็นไม้เลื้อยได้ครับ แต่สำหรับมาตราส่วนขนาดใหญ่นั้น รายละเอียดของใบก็จะเห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกัน ซึ่งก็มีหลายๆบริษัทที่ผลิตใบไม้จำลองหรือไม้เลื้อยที่ทำจากกระดาษออกมา เพื่อความสะดวกสบายของผู้ทำฉากจำลอง แต่ราคาก็ค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร ดังนั้นเลยลองทำด้วยตัวเองดูน่าจะดีกว่าครับ

1. เริ่มจากทำในส่วนของใบก่อนครับ ซึ่งลักษณะของไม้เลื้อยก็จะมีใบอยู่หลายแบบ ที่ผมเลือกทำจะเป็นทรงคล้ายๆรูปดาว โดยการใช้กระดาษที่มีความบางอย่างเช่นกระดาษปรู๊ฟสำหรับเขียนแบบ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 50 แกรม ที่ผมเข้าใจคือยิ่งแกรมน้อย หมายถึงกระดาษยิ่งบาง? ถ้าไม่ใช่ก็ขออภัยด้วยนะครับ) เพื่อให้ใบไม้นั้นไม่หนาจนเกินไป จากนั้นเอาสีเขียวสเปรย์กระป๋องพ่นบางๆรองพื้นไว้ นำกระดาษมาพับครึ่งแล้วใช้อาร์ตไนฟ์ตัดออกมาตรงรอยพับให้เป็นรูปครึ่งนึงของ ใบไม้ เมื่อคลี่กระดาษออกก็จะได้แบบที่เห็นครับ ตัดเก็บเอาไว้หลายๆขนาดทั้งเล็กและใหญ่  



2. จากนั้นนำไปติดลงด้านบนลวดเส้นเล็กๆด้วยกาวลาเท็กซ์ โดยติดสลับกันให้ปลายของใบนั้นชี้ออกซ้ายและขวา และให้ใบที่อยู่ตรงส่วนปลายนั้นมีขนาดเล็กสุดและไล่ขนาดใหญ่ขึ้นไปตามลำดับ 


3. ทำออกมาหลายๆเส้นเพราะไม้เลื้อยนั้นจะขึ้นเป็นกลุ่มครับ จากนั้นนำไปทำสีแล้วเอามาติดลงบนฝาผนังโดยจัดวางซ้อนทับกันให้ดูเป็นกลุ่ม และไม่เป็นระเบียบนัก เป็นอันเสร็จครับ