Showing posts with label Weathering AFV. Show all posts
Showing posts with label Weathering AFV. Show all posts

Monday, December 19, 2011

Weathering AFV part 5

" Making a Sandbags , Tarp & Headlamp "

ครั้งนี้เป็นส่วนของสัมภาระต่างๆที่ทำเพิ่มเข้าไปครับ ซึ่งผมว่านี่ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างนึงของการทำรถถังเช่นกันครับ เป็นเหมือนสีสรรที่เพิ่มเข้าไป และช่วยทำให้รถถังนั้นดูมีเรื่องราวมากขึ้นครับ ส่วน M13-40 คันนี้ก็ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วครับ ว่าจะหากระสอบทรายและสัมภาระมาใส่เข้าไป เพราะว่าเห็นในภาพที่เอามาอ้างอิงแล้วชอบมากๆ มันดูดุดันดี แต่ดูราคาชุดแต่งที่มีขายแล้ว เปลี่ยนใจมาลองทำเองน่าจะดีกว่า

Sandbags & Tarp - สำหรับอุปกรณ์ในการปั้นนั้น หลักๆผมจะใช้อีพอคซี่พุตตี้ (Epoxy Putty) ของทามิย่ากล่องสีเขียวครับ จะเหมาะกับการปั้นเก็บรายละเอียดได้ดี แต่ในคราวนี้เนื่องด้วยต้องใช้การปั้นในจำนวนที่เยอะพอสมควร ก็เลยลองใช้ Epo Putty ของ Alteco ดูครับ เพราะราคาถูกกว่ามาก เท่าที่ลองใช้ดู รู้สึกว่าของอัลเทโก้เนื้อจะนิ่มกว่ามาก ทำให้เวลาเอามาปั้นกระสอบทราย จะต้องปั้นอีพอคซี่ทิ้งไว้ให้เริ่มเซ็ทตัวและแข็งหน่อยนึง แล้วค่อยมาเก็บรายละเอียดรอยยับอีกทีครับ อุปกรณ์ในการปั้นของผมก็จะใช้มีดอารต์ไนฟ์กับไม้จิ้มฟัน สำหรับกดแต่งรอยยับต่างๆ แล้วใช้พู่กันจุ่มทินเนอร์มาทาเกลี่ยผิวอีพอคซี่ให้เรียบและกลมกลืนอีกที ส่วนห่อผ้าหรือผ้าใบนั้นใช้อีพอคซี่ของอัลเทโก้ทำจะเหมาะมาก ด้วยการรีดให้เป็นแผ่นบางๆ แล้วนำมาม้วนเข้าด้วยกัน แล้วจึงค่อยกดรอยยับต่างๆ ส่วนเส้นเชือกสีเหลืองนั้นใช้อีพอคซี่ของทามิย่าทำครับ เพราะสามารถคลึงเป็นเส้นเล็กๆได้ และจัดแต่งได้ง่ายกว่า


การปั้นแบบแยกชิ้นนั้นจะมีจุดสำคัญอยู่ตรงการวางแผนและจัดวางรูปทรงในตอนปั้น ให้ส่วนของผ้าหรือกระสอบนั้นแนบไปกับพื้นผิวของรถ โดยที่ยังสามารถถอดแยกออกมาทำสีและติดกลับเข้าไปได้แนบสนิทเหมือนเดิมครับ


ลองเอามาจัดวางดู ตรงส่วนของผ้าจะทิ้งน้ำหนักไปตามแรงโน้มถ่วง และกระสอบทรายจะวางให้แนบชิดกัน




อ้อ..ลืมบอกไปครับ อีพอคซี่นั้นจะเหนียวมาก ดังนั้นเวลาปั้นจะต้องใช้วาสลีนทามือและทาที่ตัวอีพอคซี่เพื่อที่เวลาปั้นจะ ได้ไม่เหนียวติดมือ และสามารถนำไปจัดรูปร่างบนตัวรถ โดยที่ไม่ยึดไปกับตัวรถเสียก่อน เพื่อความสะดวกเวลาทำสีครับ ตอนที่ผมทำนั้น นำกระสอบไปจัดวางบนรถและทิ้งไว้ให้อีพอคซี่แข็งตัวปรากฎว่าตอนมาแกะออกมัน แน่นมาก และลอกสีออกมาด้วยบางส่วน โชคดีที่เป็นจุดที่โดนบังพอดีครับ

Headlamp - ส่วนสุดท้ายที่ทำเพิ่มเติม และนำมาติดทีหลังสุดคือดวงไฟครับ ซึ่งทามิย่าไม่ได้ให้ชิ้นส่วนนี้มาเป็นชิ้นใส ผมเลยทดลองทำเองโดยใช้อีพอคซี่เคลียร์ของ Alteco ครับ หาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไป
การผสมนั้นหลอดสีดำจะเป็นเรซิ่น ส่วนสีเขียวจะเป็นตัวทำแข็งครับ ควรจะบีบให้ 2 ส่วนพอๆกันหรือให้สีเขียวมากกว่าหน่อยนึงครับ จะแห้งเร็วหน่อยแต่แข็งตัวได้ดีกว่า และพยายามใช้ไม้จิ้มฟันค่อยๆกวนให้ทั้ง 2 ส่วนผสมเข้าด้วยกันโดยที่ไม่เกิดฟองอากาศครับ จากนั้นใช้ไม้จิ้มฟันจุ่มอีพอคซี่เคลียร์ไปหยอดบนหลุมแม่พิมพ์ที่ทำไว้โดยหยอดให้เต็มพอดีขอบหลุมและพยายามอย่าให้มีฟองอากาศครับ

ส่วนแม่พิมพ์นั้นผมใช้อีพอคซี่พุตตี้ปั้นเป็นแผ่นแบนๆแล้วเอาชิ้นส่วนดวงไฟของทามิย่าไปติดกับไม้จิ้มฟัน แล้วนำมากดครับ ทิ้งไว้ซัก 1 คืนให้แห้งสนิท ก็นำมาใช้หล่อแบบได้แล้วครับ


อีพอคซี่เคลียร์นั้นถ้ายังไม่แห้งสนิทเวลาจับโดนจะเป็นรอยนิ้วมือครับ อาจจะต้องทิ้งไว้ 1-2 วัน และพอแห้งแล้วก็จะไม่แข็งเหมือนเรซิ่น แต่จะเป็นเหมือนกับยางครับ แกะออกมาก็จะได้แบบที่เห็นครับ เนื่องจากตอนที่ทำ ผมไม่ได้ลองทาวาสลีนที่แม่พิมพ์ ก็เลยแกะยากพอสมควร ต้องใช้ปลายมีดค่อยๆแซะออกมา เลยดูขุ่นๆหน่อย


เมื่อนำไปติดแล้วก็พอกล้อมแกล้มไปได้ครับ ด้านในดวงไฟนั้นทาด้วยสีเงิน ใช้กาวลาเท็กซ์ทาตรงขอบ
แล้วค่อยนำดวงไฟไปติด และแต่งคราบฝุ่นอีกนิดหน่อยครับ


 ----------------------------------------------------------------------

        หลังจากผ่านการทำงานในขั้นตอนต่างๆ ที่อาจจะเยอะ และใช้เวลาในการทำพอสมควร แต่ผลที่ได้ออกมาสำหรับผมแล้วถือว่าพอใจมากๆครับ ซึ่งวิธีแบบที่ผมทำนี้ จะเป็นการทำสีที่เหมือนกับให้สีนั้นมีการซ้อนทับกันของชั้นสีขึ้นมาทีละชั้นๆ ไล่มาตั้งแต่สีพื้น จนมาถึงคราบฝุ่นที่ปกคลุมอยู่ชั้นบนสุด และจะเน้นไปที่เรื่องของการเวทเธอริ่งเป็นหลัก โดยใช้ทั้งสีสูตรทินเนอร์ สีอะครีลิค สีน้ำมัน สีฝุ่นหรือพิกเมนท์ สลับกันไปมาตามความเหมาะสมของส่วนที่จะทำ เพื่อให้ผลลัพท์นั้นออกมาได้อย่างที่ใจเราคิดครับ การทำงานแบบนี้เป็นแบบที่ฝรั่งนิยมทำกันและสอนเทคนิคต่างๆเหล่านี้ตามแมกกาซีนในต่างประเทศ ผมเลยเอามาลองทำให้ได้ดูกันอีกที เผื่อจะได้เป็นประโยชน์แก่ท่านที่พึ่งเริ่มหรือสนใจในการทำรถถังจะได้ลองนำไปปรับใช้กัน และหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกๆท่านที่เข้ามาชมด้วยนะครับ  

ส่วนภาพผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ ลองกดไปดูได้ที่ 
click Here & Here

Weathering AFV part 4

" Painting Track & Exhaust Pipe "

Painting Track - สำหรับการทำสายพาน ในโมเดลทามิย่ายุคใหม่ มักจะให้สายพานพลาสติกแบบผสมมาครับ คือจะฉีดมาเป็นแบบติดกันยาวๆ แบบติดกันสั้นๆ และแบบข้อเดี่ยวไว้ติดตรงช่วงโค้ง จะไม่มีสายพานยางมาให้ ผมเลยใช้การประกอบแบบครึ่งบนและครึ่งล่าง เพื่อที่จะแยกสายพานมาทำสี ได้สะดวก แล้วค่อยนำไปติดบนรถหลังจากทำคราบในส่วนของช่วงล่างเสร็จอีกทีครับ

การทำสีนั้นผมใช้สีน้ำตาลกันเซ่เบอร์ 42 พ่นรองพื้นไว้ก่อน แล้วเอาสีเงินเบอร์ 8 ผสมกับสีเหล็กเบอร์ 28 มาทาเก็บบริเวณฟันของสายพานที่ต้องโดนเสียดสีครับ จากนั้นนำสีน้ำมัน raw umber และ burnt sienna มาผสมกับ turpentine ให้สีออกแดงๆ แล้วนำไปทา wash สายพานให้ทั่ว เพื่อจำลองคราบสนิมครับ


วอชเรียบร้อย จากนั้นต้องนำไปพ่นเคลียร์เคลือบผิวไว้ เพื่อที่สีน้ำมันที่ลงไว้จะไม่โดนลบออกจากการทำงานในขั้นต่อไปครับ


จากนั้นทำคราบดินคราบฝุ่นด้วยการใช้สีสูตรน้ำมันของทามิย่า XF-57 Buff มาผสมกับพิกเมนท์ของ MIG สี Light dust บวกกับทรายละเอียดนิดหน่อย และใช้ Turpentine ผสมให้สีเหลวขึ้น จากนั้นนำไปทาชโลมให้ทั่วด้านนอกของสายพาน แล้วเอานิ้วหรือกระดาษเช็ดให้สีติดเฉพาะตามร่องครับ ส่วนด้านในของสายพานก็ทำแบบเดียวกัน แต่ไม่ต้องผสมทรายลงไปในสีครับ สังเกตุดูในรูปตรงจานสีครับ พิกเมนต์เวลาผสมตัวทำละลายสีจะเข้ม ต้องรอให้แห้งสีถึงจะอ่อนลงครับ


หลังจากเช็ดส่วนที่เกินออกแล้วครับ



ด้านในของสายพาน ใช้สีไม้สีดำมาทาเพื่อจำลองคราบที่เกิดจากการเสียดสีระหว่างล้อยางกับสายพานครับ



ส่วนด้านนอกของสายพาน เพื่อจำลองการเสียดสีของสายพานที่บดไปกับพื้น ผมใช้สีพิกเมนต์ สี Gun Metal  และใช้นิ้วจุ่มสีมาถูไปบนหน้าสัมผัสครับ ถ้าไม่มีสีเบอร์นี้ ใช้ดินสอฝนกับกระดาษทรายให้เกิดผง นำมาใช้แทนกันได้ครับ จากนั้นก็นำไปพ่นเคลียร์เคลือบไว้ แล้วค่อยนำไปติดกับรถอีกทีครับ



Painting Exhaust Pipe - ขั้นต่อไปเป็นการทำส่วนของท่อไอเสียครับ โดยผมรองพื้นสีของท่อไอเสียด้วยสีน้ำตาลเบอร์ 42 ก่อน 


จากนั้นใช้พิกเมนท์ของมิกมาผสมกับเทอร์เพนไทน์ทาเคลือบลงไปอีกที โดยเริ่มจากสี Standard rust ก่อน
  

ต่อด้วยสี Light rust ทาทับไปอีกทีครับ การทานั้นก็ทาแบบไม่ได้เจาะจงครับ และไม่จำเป็นต้องทาทับไปทั้งหมด ทาเว้นๆบางส่วนไว้บ้าง 


เมื่อแห้งแล้ว ใช้สี Standard rust มาทาโปะและปัดแห้งลงไปก่อน แล้วตามด้วยสี Light rust วิธีแบบแห้งนี้สีจะเกาะแบบเป็นเม็ดๆอย่างในภาพครับ
 

เอาพู่กันจุ่มเทอร์เพนไทน์มาแตะที่พื้นผิว ให้เทอร์เพนไทน์นั้นวิ่งและซึมไปบนสีเองครับ การทำแบบนี้จะช่วยให้สะเก็ดของสีนั้นยังเป็นเม็ดอยู่
 

เมื่อทิ้งไว้ให้แห้งแล้วสีจะชัดเจนขึ้นครับ จากนั้นใช้พิกเมนท์สี black smoke มาปัดที่ปลายท่อไอเสียอีกที


เมื่อนำไปติดตั้งบนรถและพ่นเคลียร์เรียบร้อยครับ จะเห็นว่าสีนั้นจะเข้มขึ้นมาก ขึ้นอยู่กับการพ่นเคลียร์ครับ ว่าจะพ่นเพียงบางๆหรือพ่นทับหนาๆ สีที่ออกมาก็จะมี 3 ระดับ คือสีน้ำตาลรองพื้น สีน้ำตาลแดง และสีส้มครับ

Saturday, December 17, 2011

Weathering AFV part 3

 " Rain Marks , Dusting & Oil effects "

6.Rain Marks - การจำลองคราบฝุ่น ที่เกิดจากการชะล้างของน้ำฝน
ในขั้นตอนนี้ผมจะใช้สีอะครีลิคสูตรน้ำของทามิย่าครับ โดยใช้สี buff ผสมกับ deck tan ให้สีอ่อนลง และผสมน้ำลงไปพอสมควรให้สีค่อนข้างใส เพราะถ้าสีข้นไป เวลาทาจะเห็นเส้นชัดเจนเกินไปและบดบังทั้ง
ลายพรางหรือรอยถลอกที่ทำไว้ครับ จากนั้นใช้พู่กันเบอร์ 0 พิเศษ ทาลากลงตามแนวตั้งครับ เทคนิคนี้เวลาทาเนื่องจากสีที่ใส จะทำให้เหมือนกับว่าเอาน้ำไปลากลงบนผิวงาน ต้องรอสีแห้งซักพักครับ ถึงจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น แล้วจึงทาทับไปอีกที ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องทาทับกันไปมา 3-4 รอบเพื่อให้สีมันชัดเจนขึ้นมาครับ



หลังจากทำเสร็จครับ ลองสังเกตุที่บริเวณฝาครอบห้องเครื่องและด้านข้างป้อม (ลูกศรชี้) จะมีคราบไหลเป็นทาง สีจะดูเหมือนฟิลม์ใสๆและไม่บดบังรายละเอียดของลายพรางหรือรอยถลอกต่างๆครับ



7.Dusting - การทำคราบฝุ่น คราบดิน โคลน
ในขั้นตอนนี้จะรวมการทำคราบฝุ่นทั้งหมดรอบคันครับ โดยเริ่มทำในส่วนช่วงล่างก่อน วิธีการจะคล้ายกับตอนทำสายพานครับ คือใช้สีสูตรน้ำมันของทามิย่า XF-57 Buff มาผสมกับพิกเมนท์ของ MIG สี Light dust บวกกับทรายละเอียดนิดหน่อย และใช้ Turpentine ผสมให้สีเหลวขึ้น จากนั้นนำไปทาในบริเวณช่วงล่างและจุดที่คิดว่าน่าจะมีทรายสะสมอยู่ครับ เพราะว่าทรายนั้นจะต่างกับดินหรือโคลนที่จะกระเด็นไปติดได้ทุกๆส่วน ผมจึงเลือกทาให้ติดอยู่ตามร่องตามซอกต่างๆแทนครับ จากนั้นทาสีดำเทาบริเวณหน้าสัมผัสของยางที่เสียดสีกับสายพาน และนำสายพานที่ทำไว้มาติดลงไป และตกแต่งคราบฝุ่นทรายต่างๆอีกทีครับ





ส่วนคราบฝุ่นที่ติดอยู่บนตัวรถ ใช้ pigment ของ MIG กับ Thinner for wash ของ MIG เช่นเดียวกัน จริงๆแล้วพิกเมนท์นั้นสามารถใช้ turpentine หรือทินเนอร์สูตรน้ำมันของทามิย่า X-20 มาทำละลายได้ครับ แต่เท่าที่ลองมา ทั้งเทอร์เพ็นไทน์และทินเนอร์ทามิย่า เมื่อนำมาใช้ในการละลายพิกเมนท์แล้ว เวลาแห้งจะมีคราบสีตกค้างจากการที่สีแห้งไม่พร้อมกันอยู่ครับ ดังนั้นแนะนำว่าใช้ของที่เค้าทำมาไว้คู่กันจะสะดวกสุดครับ


วิธีการทำคือนำทั้ง 3 สีมาบดให้ละเอียดบนแผ่นรองก่อนด้วยพู่กันครับ จากนั้นใช้พู่กันแต้มทั้ง 3 สีไปโปะลงในบริเวณที่คิดว่าน่าจะมีฝุ่นสะสม โดยไม่จำเป็นต้องให้สีมันผสมกันครับ


นำพู่กันจุ่ม Thinner for wash ของ MIG มาแตะลงบนผิว และใช้พู่กันเกลี่ยให้สีทั้งหมดผสมกันครับ โดยพยายามเกลี่ยให้สีนั้นสะสมอยู่ตามร่องตามมุมต่างๆ


เมื่อแห้งสนิทแล้วสีจะชัดเจนขึ้นครับ


Thinner for wash นั้นจะช่วยเพียงแค่ยึดสีไว้กับพื้นผิวเท่านั้น ไม่ได้ติดแน่นเหมือนกับ Pigment Fixer ดังนั้นเราจึงสามารถปัดหรือเช็ดส่วนที่เกินออกได้ครับ ผมใช้นิ้วถูเพื่อที่สีจะได้ติดอยู่เฉพาะบริเวณที่นิ้วไม่สามารถเข้าถึงครับ


เมื่อทำเสร็จทั้งหมดแล้วครับ ในการทำเทคนิคนี้ถ้ายังไม่พอใจกับผลที่ได้ ก็สามารถทำซ้ำได้เรื่อยๆครับ จนเมื่อพอใจแล้วจึงค่อยนำไปพ่นเคลียร์ทับเพื่อให้สีฝุ่นมันยึดเกาะได้ทนนานครับ แต่การที่พ่นเคลียร์นั้น
จะทำให้สีของพิกเมนท์นั้นเข้มขึ้น ดังนั้นเวลาทำจึงต้องผสมให้สีของพิกเมนท์ มันดูสว่างกว่าที่ต้องการ
อยู่พอสมควรครับ


8.Oil effects - การใช้สีน้ำมัน จำลองคราบน้ำมัน 
ขั้นตอนนี้จะทำเป็นขั้นตอนสุดท้ายครับ โดยหลังจากที่เก็บสีคราบฝุ่นดินต่างๆ รวมถึงติดอุปกรณ์ต่างๆลงไปทั้งหมดแล้ว นำไปพ่นเคลียร์ด้านคลุมบางๆให้ทั่วทั้งคันเพื่อปรับสภาพผิวของโมเดลให้ด้านอีกครั้งหนึ่งครับ จากนั้นใช้สีน้ำมัน raw umber ผสมกับ turpentine นิดหน่อยให้สีค่อนข้างข้นไม่ใสจนเกินไปครับ เวลาทาแล้วจะได้เป็นคราบสีน้ำตาลจางๆ และใช้พู่กันเบอร์ 0 ทาตามจุดที่คิดว่าน่าจะมีคราบน้ำมันอยู่ อย่างเช่นบริเวณดุมล้อที่จะมีน้ำมันหล่อลื่น หรือบริเวณถังน้ำมันหรือห้องเครื่องที่จะมีคราบน้ำมันหยดหรือหกเป็นทางจากการเติมน้ำมันครับ

การทาสีคราบน้ำมันนี้ จะค่อยๆทาไปทีละนิดและทีละส่วนครับ เพราะเป็นการทำงานในขั้นตอนสุดท้ายก่อนจบงาน ถ้าทาเยอะเกินไปจนสกปรกจะแก้ได้ยากครับ ดังนั้นในการทาจะใช้การทาลากเป็นเส้นเล็กๆตามแนวตั้ง รวมถึงการแต้มหรือจุดสี และให้ความเหลวของสีน้ำมันนั้นซึมออกไปรอบๆจุดหรือเส้นที่ลากไว้เองครับ

สีน้ำมันเมื่อแห้งแล้วจะเงาในระดับนึงครับ ถ้าอยากจะให้เงามากหน่อยก็ใช้สีเคลียร์มันสูตรน้ำมันของทามิย่ามาผสมเข้าไปด้วยก็ได้ครับ
  


ถ้าสีที่ทาข้นเกินไป ใช้พู่กันจุ่มเทอร์เพ็นไทน์ให้หมาดๆ มาทาเกลี่ยขอบของสีอีกที ให้เป็นคราบจางๆ
ทีซึมออกมาครับ




Weathering AFV part 2

 " Chipping , Sponge Technique
& Running Rust Effect "

5.Chips - การจำลองร่องรอยขูดขีด สีกระเทาะ และสนิม ในการทำเทคนิคนี้ผมมองว่ามันดูเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของรถถังครับ การที่รถถังมีร่องรอยขูดขีด รอยข่วน รอยกระเทาะต่างๆนั้น มันสื่อให้เห็นถึงการที่รถถังคันนี้ได้ผ่านการใช้งานมาแล้วในช่วงเวลานึง ส่วนการที่จะเลือกทำให้มีร่องรอยต่างๆมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและรสนิยมของโมเดลเลอร์แต่ละท่านเอง ที่อยากจะทำให้ดูเก่าหรือโทรมขนาดไหนครับ 
จุดสำคัญในการทำเทคนิคนี้ มีอยู่ 2 อย่างครับ
1.การผสมสี โดยเฉพาะถ้าเป็นสีกันเซ่ ต้องผสมให้ใสพอสมควร เพราะสีที่ใสพู่กันจะอมสี ได้นานกว่า และทำให้ทาเป็นเส้นเล็กได้ง่ายขึ้นครับ ทางทีดีผสมสีแล้วเทสบนกระดาษดูก่อนครับ
2.พู่กัน เลือกใช้เบอร์ 0 พิเศษ โดยการเอาเบอร์ 0 ธรรมดามาเล็มขนให้เรียวและเล็กขึ้น เพราะการทำเทคนิคนี้ ถ้ารอยขูดขีดดูเล็กมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดูสมจริงครับ

ในการทำรถถังคันนี้ ผมจะแบ่งการทำ chips ไว้ 3 รอบครับ เพื่อสื่อถึงร่องรอยของสีที่โดนขูดขีดหรือลอกออกไปใน 3 ระดับ

1.ร่องรอยที่โดนขูดขีดในแค่ระดับตื้นๆ และขูดสีพื้นที่เป็นสีทรายรวมถึงสีเขียวที่เป็นลายพรางครับ ใช้สีเหลืองทรายที่ผสมเผื่อไว้ในตอนพ่นสีพื้น นำมาผสมขาวเพิ่มเข้าไปนิดหน่อยให้สว่างขึ้น แล้วนำไปขีดเป็นเส้นเล็กๆแบบอิสระ ตามจุดที่คิดว่าน่าจะโดนเสียดสีบ่อยๆ อย่างเช่น บังโคลนข้าง บันไดขึ้นลง และบริเวณขอบมุมต่างๆ



 
2.ร่องรอยที่โดนขูดขีดในระดับกลาง ที่ลึกไปถึงสีเขียวเทา ซึ่งเป็นสีเดิมของรถถังอิตาลี่ครับ ใช้สีเขียวเทาที่ผสมเผื่อไว้ตอนทำลายพราง นำมาแต้มและขีดลงไปบนสีเหลืองทรายอ่อนที่ลงไว้ตอนแรกอีกที โดยให้เห็นขอบของสีอ่อน บางจุดก็เว้นไว้บ้าง ไม่จำเป็นต้องทาทับทั้งหมดครับ

  
3.ร่องรอยที่โดนขูดขีดในระดับลึก ไปจนถึงพื้นเหล็ก และทำให้เหล็กบางส่วนกลายเป็นสนิมครับ ในขั้นตอนนี้ธรรมดาแล้วผมจะใช้สีกันเซ่ เบอร์ 42 สีน้ำตาลไหม้เป็นหลักครับ แต่ในครั้งนี้ ผมทดลองใช้สีอะครีลิคของ Vallejo สี flat brown เพื่อจำลองสีของสนิมครับ ซึ่งพอใช้แล้วรู้สึกว่าทำงานได้ง่ายกว่ามากครับ เพราะเนื้อสีจะละเอียด และไม่แห้งเร็ว ทำให้สามารถทาเป็นเส้นเล็กๆได้ดีกว่า และเวลาใช้ก็เพียงเขย่าขวดก่อน บีบออกมาแล้วใช้ทาได้เลยครับ พอสีเริ่มข้นขึ้นก็ผสมน้ำเพิ่มเข้าไปนิดหน่อย
ส่วนการทานั้น เลือกแต้มและขีดลงไปบนรอยที่ทำไว้ครับ ไม่ต้องทับทั้งหมดเว้นไว้ให้เห็นสีเดิมบ้าง และนำสีนี้ไปแต้มและขีดลงในส่วนพื้นที่ว่างๆ ซึ่งยิ่งเราแต้มหรือขีดลงไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้รถถังดูเก่าและโทรมมากขึ้นครับ 



 
ภาพสุดท้ายจะเห็นได้ชัดว่าสีของ Vallejo สามารถทำเส้นและจุดเล็กๆได้ดีมากครับ 


Sponge Technique - อีกเทคนิคในการทำ Chips นอกเหนือไปจากการใช้มือเขียนหรือแต้มเอา คือการใช้ฟองน้ำจุ่มสี แล้วกดลงบนโมเดลครับ เอฟเฟ็คที่ได้จะเป็นสะเก็ดและจุดเล็กๆกระจายอยู่รอบๆพื้นที่ๆเรากดลงไป เหมาะสำหรับการทำรอยขูดขีด ในบริเวณพื้นที่กว้างๆครับ อย่างตรงบันไดขึ้นลงที่จะต้องโดนเหยียบบ่อยๆ ทำให้สีหลุดร่อนออกได้ง่ายกว่าจุดอื่นๆ หรือตรงบริเวณที่สนิมกินเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยให้ร่องรอยของการเสียดสีหรือการกระเทาะในจุดใหญ่ๆ ดูมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นครับ

วิธีการทำ ตัดฟองน้ำสำหรับล้างจานออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใช้ปากคีบจับ นำไปจุ่มสี แล้วลองไปกดลงบนกระดาษดูก่อนครับ กดหลายๆรอบจนเห็นสีที่ติดกับกระดาษเป็นสะเก็ดเล็กๆแล้วจึงค่อยไปกดลงบนโมเดล ส่วนสีที่ใช้ สามารถใช้ได้ทั้งสีกันเซ่ สีอะครีลิค หรือ สีน้ำมันครับ และฟองน้ำที่ใช้นั้นยิ่งความละเอียดของรูฟองน้ำมาก จุดสีที่ออกมาก็จะยิ่งละเอียดครับ

ส่วนที่ผมทำ ใช้สีอะครีลิค Vallejo สีน้ำตาล มาผสมกับดำให้เข้มขึ้นครับ แล้วนำไปกดลงบริเวณที่โดนเสียดสีบ่อยๆ 




Running Rust Effect - มาต่อที่การทำคราบสนิมที่ไหลมาจากรอยกระเทาะเหล่านี้ครับ โดยใช้สีน้ำมันสี raw umber และสี burnt sienna มาผสมกันครับ จริงๆแล้วสี burnt sienna จะมีสีออกน้ำตาลแดงอมส้มคล้ายกับสีสนิมอยู่แล้ว แต่ผมผสมสี raw umber เข้าไปหน่อย เพื่อเบรคสีไม่ให้มันสดเกินไปครับ
นำสีทั้งสองไปบีบใส่เศษกระดาษลัง เพื่อให้กระดาษมันดูดน้ำมันในสีออกครับ ทำให้สีหนืดขึ้นและทาเกลี่ยได้ง่ายขึ้น จากนั้นเอาพู่กันเบอร์ 0 พิเศษ ทาเป็นเส้นเล็กๆเป็นแนวตั้ง ลากลงจากจุดที่มีสนิมอยู่ เลือกทาแค่บางจุดก็พอครับ ไม่จำเป็นต้องทำสนิมไหลออกมาจากทุกจุด


จากนั้นเอาพู่กันเบอร์ 0 หรือ 1 นำไปจุ่มกับเทอร์เพ็นไทน์ และซับกับกระดาษให้พู่กันหมาดๆครับ แล้วนำไปทาเกลี่ยสีน้ำมันที่ทาไว้ให้ลากลงเป็นทาง ซึ่งในขั้นตอนนี้ จุดสำคัญจะอยู่ที่การทาเกลี่ยสี ด้วยเทอร์เพ็นไทน์ครับ ถ้ารู้สึกว่าสีน้ำมันที่ทาไว้เยอะเกินไป ก็ใช้เทอร์เพ็นไทน์ค่อยๆเกลี่ยสีออก และควบคุมให้สีที่ลากลงมายาวหรือสั้นตามความพอใจ



หลังจากที่ทำการ Chips และ running rust effect เรียบร้อยหมดแล้วครับ สภาพในตอนนี้จะดูโทรมขึ้นมาก และก่อนที่จะสู่ขั้นตอนการทำคราบฝุ่นต่างๆ ต้องนำไปพ่นเคลียร์เคลือบผิวไว้อีกรอบหนึ่งครับ เพื่อกันสีอะครีลิคและสีน้ำมันจะจางหายหรือหลุดลอกจากการทำงานขั้นต่อไป